2010/May/08


อย่างละเล็กอย่างละน้อย ยิ่งใกล้วันคลอด ฉันก็สื่อสารกับลูกได้ดี คุ้นเคย ผูกพัน และเป็นปกติที่จะได้ยินผู้หญิงพุงโย้ๆ คนหนึ่งนั่งร้องเพลงอยู่ที่โซฟา และพูดคุยอีกสารพัดเรื่องราว โดยที่มือก็ลูบท้องตัวเองเบาๆ ไปด้วย ตอนไหนลูกตื่น ตอนไหนเขาน่าจะหลับ สิ่งเหล่านี้เรารับรู้ในกันและกัน

น้ำหนักฉันเพิ่มขึ้นมาเกือบยี่สิบห้ากิโลกรัม ทำให้แทบไม่อยากกระจกมองรูปร่างของตัวเอง หน้าตา หลังมือ หลังเท้า ทุกส่วนล้วนบวมเบ่งใกล้จะปริแตก แต่ในแง่มุมของผู้ชายคนเดิมแล้ว เขากลับอยากวาดรูปฉันเอาไว้ รูปภายใต้ร่างกายเดียวแต่มีสองชีวิต

พอก้าวเข้าเดือนสุดท้าย ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้วุ่นมากขึ้น เราพยายามจัดบ้านให้สะอาดและเรียบร้อยที่สุด เสียสละบางพื้นที่ส่วนตัวเพื่อจะเอาไว้ใช้เป็นที่สำหรับเลี้ยงลูก บ้านเช่าของเราหลังเล็ก มีชั้นเดียว กั้นแค่หนึ่งห้อง เรื่องที่ลูกจะมีห้องน่ารักๆ แยกส่วนไปเลยนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ แต่ละคืนก่อนหลับตานอน ฉันจะพูดขึ้นมากับผู้ชายข้างๆ ตัวเสมอว่า “เดี๋ยวเราก็จะไม่ได้นอนกันแค่สองคนอย่างนี้แล้วนะ”

แล้วหลายคนก็เริ่มถามว่า “กลัวไหม” กับความเจ็บอันใกล้นี้ มีคำพูดในแบบที่ว่า “เจ็บแบบเห็นเดือนเห็นตะวัน เหมือนกำลังจะใกล้ตาย ถ้าผ่านการคลอดลูกไปได้นะ ก็จะไม่กลัวอะไรอีกแล้ว...” แม้จะเป็นความจริง แต่การได้ฟังแล้วเก็บมากังวล ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลย ฉันจึงสงบมาโดยตลอด และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเพราะคำของแม่ที่ว่า “จะต้องไปกลัวอะไร งั้นคนอื่นที่มีลูก เขาก็ตายกันหมดแล้วน่ะสิ” ฮาร์ดคอร์ดีไหมล่ะ แม่ฉัน

แต่ถึงจะเชื่อมั่นในธรรมชาติ และเชื่อว่าต่อให้เราไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ทุกอย่างก็ต้องผ่านไปได้ด้วยดี ฉันกับผู้ชายคนเดิมก็ยังสนใจที่จะไปเข้าคอร์สเตรียมคลอดที่ทางโรงพยาบาลจัดให้ ที่เราสามารถเก็บคำแนะนำเหล่านี้ไปใช้กับตัวเองได้จริงๆ การเปล่งเสียงร้องโหยหวนอย่างฉากคลอดลูกในละคร มีแต่จะทำให้หมดแรง เปล่า พยาบาลผู้เชี่ยวชาญจึงย้ำการใช้สติ ฝึกจังหวะหายใจเข้า-ออก และให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างรู้ตัว มี “ท่า” สำหรับปรับเปลี่ยนเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด และบางท่าก็ส่งเสริมให้เกิดการคลอดที่ง่ายขึ้น พร้อมทั้งวิธีคิด “ยิ่งเราเจ็บถี่ขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใกล้เวลาที่เราจะเห็นหน้าลูกของเรามากขึ้นเท่านั้น” ในศัพท์ภาษาอังกฤษจึงมีคำว่า “happy pain” ที่เอาไว้ใช้จำกัดความความรู้สึกของผู้หญิง ณ นาทีที่ให้กำเนิดลูก

ควบคู่ไปกับการอบรมเตรียมคลอด ยังมีเรื่องที่สำคัญมากๆ นั่นคือเรื่อง “นมแม่” โชคดีที่โรงพยาบาลแห่งนี้สนับสนุนเรื่องนมแม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ จริงจังถึงขนาดทั้งโรงพยาบาลไม่มี “นมผสม” เอาไว้ขายสำหรับเด็กแรกเกิด ถ้าคลอดที่นี่เด็กทุกคนต้องได้กินนมแม่ เท่านั้น! ส่วนนานาเหตุผลที่ว่า “แม่หน้าอกเล็ก น้ำนมน้อย”, “แม่ยังน้ำนมไม่พอ”, “ไม่มีน้ำนม” พยาบาลและคุณหมอต่างบอกว่า “แม่ทุกคนมีนมอย่างเพียงพอให้ลูกเสมอ” ธรรมชาติสร้างทุกอย่างมาครบถ้วนอยู่แล้ว จะหน้าอกเล็กหรือหน้าอกใหญ่ ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกัน แต่มันเกี่ยวว่า คุณเตรียมนมผสมไว้รอที่บ้านอยู่แล้วหรือเปล่า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่เรื่องน้ำนมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและความคิดโดยตรงจริงๆ ถ้าเราคิดว่า “นมต้องไม่พอให้ลูกแน่” ตั้งแต่ต้นแบบนี้ เราก็จะจัดเตรียมนมผงเอาไว้ให้ลูก ขวดนม ที่นึ่งขวดนม น้ำยาล้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราอาจจะทำไปเพราะความรัก แต่ถ้าเราเชื่อว่า “นมแม่ดีที่สุด” นมคนเหมาะกับนมคน นมวัวเหมาะกับนมวัว นมแพะเหมาะกับนมแพะ (ยกเว้นแม่ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ หรือมีโรคประจำตัว) ก็ไม่เหลือเหตุผลอะไรเลยที่เราจะต้องเตรียมนมผงเอาไว้ที่บ้าน

“ช่วงเดือนแรก สำคัญมาก เราต้องพยายามให้มากพอ อาจจะมีที่ลูกร้อง เหมือนเขาหิวตลอดเวลา แล้วเราก็ยังพักผ่อนไม่พอ จึงคล้ายๆ น้ำนมจะไม่พอ แต่คุณอย่าไปใจอ่อนให้กับกระป๋องนมเด็ดขาด เพราะว่านั่นเป็นวิธีที่ง่ายมาก และถ้าคุณชงครั้งแรก มันก็จะมีครั้งต่อไปตามมา แล้วนมแม่ที่ขาดกระตุ้นโดยลูกนั้น ก็จะ “ไม่พอ” จริงๆ” คำของพยาบาลที่ต่อสู้กับกระแสโฆษณา “นมยี่ห้อดี” ที่ไม่เคยมียี่ห้อไหนดีเท่ายี่ห้อนมแม่ ดังขึ้นในช่วงท้ายๆ

วันนั้น ทันทีที่กลับถึงบ้าน ฉันรีบเก็บนมผสมกระป๋องใหญ่ที่เพิ่งไปซื้อมาเตรียมไว้พร้อมกับอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับเด็กแรกเกิด หลบซ่อนไว้ให้พ้นหูพ้นตา แล้วสั่งสมองให้ลืม "ที่เก็บ" โดยเร็ว



*เว็บไซต์เกี่ยวกับ “นมแม่” ที่ (ฉันคิดว่า)ดีที่สุด
http://www.breastfeedingthai.com/
หน้าเว็บฯ ที่มีคำโปรยว่า “การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจไม่ใช่ทางเลือกของคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน แต่...เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทุกคน”

*หลายประเทศในยุโรป การที่โรงพยาบาลจะให้นมผสมกับเด็กทารก ต้องได้รับหนังสือยินยอมอนุญาตจากพ่อแม่ก่อน รัฐบาลมองเรื่องการให้นมผสมกับเด็กแรกเกิด-6 เดือนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะลดคุณภาพชีวิตประชากร และมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นอย่างมหาศาล

*หลายรายงานการวิจัยบอกตรงกันว่า นมแม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกกระทั่งเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สร้างความอบอุ่นมั่นคงทางใจ และนมแม่ยังช่วยลดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่แม่จะเป็นมะเร็งเต้านม



ป.ล. "สองปีที่มีเธอ" คือต้นฉบับที่ตั้งใจเขียนเก็บไว้เรื่อยๆ เพื่อพิมพ์เป็นหนังสือให้ลูก (ปัจจุบัน "นนท์" อายุ 2 ขวบเต็ม) ซึ่งถ้าต้นฉบับเหล่านี้ได้พิมพ์เป็นหนังสือจริง ก็หวังว่ามันจะเป็นหนังสืออีกเล่มที่จะทำให้ใครบางคน หรือหลายคน ที่มีโอกาสได้อ่าน ได้รู้สึกชัดขึ้นมาอีกครั้งถึง "ความรัก" ที่พ่อแม่มีต่อเรา