16 พฤษภาคม 2551
เย็นๆ วันศุกร์
บันทึกหน้านี้เป็นบันทึกหน้าแรกที่แม่เริ่มต้นเขียนให้กับลูกชายของแม่ (ของพ่อด้วย :)) ซึ่งกว่าจะได้มีเวลามานั่งเขียนอะไรๆ แบบนี้ วันเวลาที่หนูลืมตามาดูโลกก็ล่วงผ่านมาแล้ว 20 วัน
20 วันคืออายุของน้องนนท์
และ 20 วัน ก็คืออายุ "ความเป็นแม่" ของแม่ด้วย
อะไรๆ จึงดูใหม่เหลือเกินสำหรับเราสองคน (สามคน << รวมพ่อด้วย :))
อันที่จริง แม่ก็เรียกแทนตัวเองว่า แม่ มาตั้งแต่รู้ตัวว่ามีน้องนนท์อยู่ในท้องแล้วล่ะ แต่ถึงจะมีสัญชาติญาณของการดูแลลูกในท้องมากแค่ไหน แต่เมื่อมาเทียบกับวันเวลาที่มีลูกให้ดูแลอยู่ในอ้อมกอดจริงๆ ความเป็นแม่ ณ วันนี้ จึงเข้มข้นกว่า แท้จริงกว่า
น้องนนท์... นอกจากความดีใจ ความตื้นตัน ความภาคภูมิใจ ความมหัศจรรย์ปนงุนงงของการที่ชีวิตแม่ได้มีหนูแล้ว แม่ก็ยอมรับว่าแม่กำลังเหนื่อย มันเป็นความรู้สึกที่ตามมาหลังจากที่นอนไม่เต็มอิ่มมาเป็นเวลาเกือบสามอาทิตย์ติดต่อกัน สำหรับผู้หญิงที่ชอบนอนคนนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักหนา รวมถึงความซึมเศร้าหลังคลอดที่แม่ขอเรียกว่าความอ่อนไหวของใจ ที่มันทำให้แม่พร้อมจะร้องไห้ได้อย่างง่ายๆ ในคราวที่หนูงอแงไม่ยอมนอนในตอนตีสองตีสามเรื่อยไปจนถึงตีห้า ซ้ำสองสามวันมานี้ หนูยังคล้ายมีอาการปวดท้อง เวลาจะอึ หนูจะเบ่งหน้าดำหน้าแดง แอ่นท้องขึ้น ยกขาขึ้นสูง นิ้วเท้าจิกเกร็ง เวลานอนหลับหนูก็จะฮึดฮัด และมีเสียงร้องเจ็บปวดออกมาเป็นระยะๆ แม้ว่าหลายครั้งเสียงร้องของหนูจะหายไปเอง และหนูก็สามารถหลับต่อได้ แต่แม่ก็ไม่เคยที่จะไม่รู้สึกเป็นห่วง แม้แม่จะง่วงแสนง่วง แต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นทุกครั้งที่ได้ยินว่าหนูกำลังนอนไม่หลับสนิท
เมื่อเย็นวาน พ่อกับแม่ก็เลยพาน้องนนท์ไปหาหมอที่คลินิกในเมือง พอคุณหมอตรวจท้อง ฟังเสียงหัวใจ และก็ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในปาก คุณหมอก็บอกว่าหนูแข็งแรงดี แต่บางทีก็อาจจะไม่สบายท้องนิดหน่อย "คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะ" << คือคำของคุณหมอที่ดังก่อนที่แม่กับพ่อจะพาหนูกลับบ้าน พอได้ยินอย่างนี้ แม่ก็สบายใจขึ้นมาหน่อย แต่พอวันนี้หนูเป็นอาการเดิมๆ อีก ไม่ค่อยนอน ดูดนมไม่ค่อยเก่ง ความกังวลก็ย้อนกลับมา เมื่อมองหน้าที่เกร็งจนแดงก่ำของหนู แม่ก็อยากจะรับความเจ็บปวดไม่สบายตัวนั้นไว้แทน แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ สิ่งที่แม่ทำได้ก็แค่ทามหาหิงค์รอบๆ สะดือ กระตุ้นให้หนูดูดนมได้นานขึ้น และก็อุ้มหนูไว้กับอก
ความเหน็ดเหนื่อยและความเป็นห่วงกังวล แม่ว่าคงเกิดขึ้นกับคุณแม่มือใหม่ทุกคน เพราะกับการที่เราเคย "มีชีวิต" แต่ไม่เคย "ให้กำเนิดชีวิต" มาก่อนเลยนั้น ทำให้เราขาดประสบการณ์ และเมื่อคนเราขาดประสบการณ์ เราก็จะหวั่นกลัวแม้ในเหตุการณ์ที่คนมีประสบการณ์กำลังมองว่ามันสุดแสนจะธรรมดา ซึ่งนี่เองล่ะที่แม่จะต้องค่อยๆ เรียนรู้
น้องนนท์เป็น "บทเรียน" ของแม่
เป็นวิชาที่แม่ตั้งใจจะสอบให้ผ่าน
และคนที่แม่อยากได้กำลังใจมากที่สุดก็คือ "พ่อ" จะว่าแม่คาดหวังก็ได้ คาดหวังว่าพ่อจะมองเห็นสิ่งที่แม่กำลังทำอยู่ มองเห็นหลายสิ่งอย่างในช่วงยี่สิบวันที่แม่ได้ก้าวผ่านอย่างตั้งอกตั้งใจมาทีละวัน...ทีละวัน เหมือนกับที่แม่เองก็มองเห็นหลายสิ่งอย่างในช่วงยี่สิบวันที่พ่อได้ทำให้แม่รู้สึกชัดเจนเต็มใจว่า...ถ้าชีวิตมีอันต้องแคล้วคลาดจนไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ชายคนนี้ แม่คงจะเสียใจและคิดถึงเขาไปตลอดชีวิต
เดี๋ยวแม่ต้องไปเตรียมน้ำอุ่นให้หนูอาบแล้ว
วันนี้ แค่นี้ก่อนนะ
...แม่


*เท้าคู่ที่ยังไม่เคยก้าวเดิน