
ลางรักลางเสน่หา (True Believer)
NICHOLAS SPARKS เขียน
จันนิภา แปล
สำนักพิมพ์ มติชน
นับแต่ที่อ่าน The Notebook (ปาฏิหาริย์บันทึกรัก) เป็นต้นมา ก็ติดตามนิยายทุกเล่มของนิโคลัส สปาร์กส์ ที่แปลออกมาเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์มติชน แม้ว่าจะไม่เคยมีเล่มไหนที่ทำซึมลึกสุดใจเท่ากับ The Notebook เลยก็ตาม
True Believer (ลางรักลางเสน่หา : ไม่ชอบชื่อที่แปลออกมาเป็นไทยเลย ให้ตายเถอะ) หลักๆ แล้วเป็นเรื่องของเจอเรมี กับเล็กซี ที่โชคชะตานำพาให้มาพบกัน โดยมีแสงลึกลับที่สุสานเป็นเรื่องระหว่างกลางให้ทั้งสองคนเกิดความใกล้ชิดสนิทใจ จนกระทั่งสับสนเรื่องความรู้สึก เจอเรมีนั้นเป็นนักข่าว เขามาทำข่าวที่บ้านเกิดของเล็กซี แน่นอนว่าอีกไม่นานเขาก็ต้องกลับไปยังที่ที่ชีวิตการงานของเขาอยู่ที่นั่น ดังนั้นแม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ นี้จะเป็นความรู้สึกที่ดีแสนดีแค่ไหน แต่เมื่อคิดถึงอนาคตข้างหน้าแล้ว มันแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย และก็เหมือนเล็กซีจะคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด เธอจึงพยายามทั้งการตัดขาดสะพานและสร้างกำแพง
สารภาพตามตรงว่าโดยส่วนตัวแล้ว ไม่ได้ชอบเล่มนี้มาก ไม่ซึ้ง ไม่เศร้า และไม่หวาน แต่ก็อ่านจนจบ เพราะมีเรื่อง At Frist Sight ที่เป็นภาคต่อของเล่มนี้วางรออยู่บนชั้นหนังสือ
"ผู้หญิงต้องการชีวิตเหมือนเทพนิยาย จริงอยู่ ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคน แต่ผู้หญิงแทบทุกคนโตมากับความฝันถึงผู้ชายในแบบที่จะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อเรา แม้จะรู้ว่าอาจต้องเจออันตรายก็ตาม"

รักแรกพบ (At First Sight)
NICHOLAS SPARKS เขียน
พิกุล ธนะพรพันธุ์ แปล
สำนักพิมพ์ มติชน
อย่างที่บอกว่าเล่มนี้เป็นภาคต่อของ True Believer แต่คิดว่าถึงไม่ได้อ่าน True Believer มาก่อน ก็น่าจะอ่าน At First Sight ได้รู้เรื่องเช่นกัน เพียงแต่ความซึมลึกในเรื่องราวอดีตของเจอเรมีและเล็กซีอาจจะมีน้อย
ผู้ชายคนเดิมบอกว่าชอบหน้าปกของเล่มนี้ ตรงนี้มีความชัดและไม่ชัดในภาพเดียวกัน รวมถึงการจัดวางตัวหนังสือที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทเทิร์นตายตัว ซึ่งเราเองก็เห็นด้วย การทำปกหนังสือนวนิยายแบบที่ไม่ใช้ตัวคน และต้องไม่ให้ดูเชยด้วยนั้น ค่อนข้างยาก ดังนั้นรูปแบบของการจัดวางและการใช้เทคนิคการพิมพ์เข้าช่วย จึงเป็นส่วนสำคัญ
ถ้าถามว่าประเด็นสำคัญของเล่มนี้อยู่ที่อะไร ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่าอยู่ที่ความเชื่อใจและไว้ใจ เมื่อก่อนที่คนสองคนจะมาพบและรักกันนั้น ต่างก็มีวิถีและวิธีการใช้ชีวิตที่ต่างกันไป ซึ่งก็ไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด แต่หากรักแล้วต้องการอยู่ร่วม แน่นอนว่าต้องมีคนใดคนหนึ่งเป็นฝ่ายยอมเปลี่ยน และเจอเรมีก็ได้ตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายเปลี่ยน เขาย้ายจากเมืองที่มีทุกสิ่งอย่างนิวยอร์ก มาอยู่กับเล็กซีที่เมืองชนบทอย่างบูนครีก เรื่องไม่ได้ราบรื่นแม้ว่านี่จะคือนิยาย ขึ้นชื่อว่า "การเปลี่ยนแปลง" ย่อมเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง อ่านในรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้แล้วก็อดที่จะอินไม่ได้ เพราะครั้งหนึ่งเราก็เป็นฝ่ายย้ายจากที่หนึ่งมาอยู่อีกที่หนึ่งเพราะความรักที่ต้องการการอยู่ร่วมเช่นกัน
ในตอนจบของเรื่องนี้ เราว่านิโคลัส สปาร์ส ใจร้ายมาก...
ใช่ รักแรกพบมีอยู่จริง ทว่าสิ่งที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือการจากพรากก็มีอยู่จริงด้วย!
"มันเจ็บปวดที่คิดว่าคุณไม่เชื่อใจผมพอที่จะเล่าให้ฟัง ผมเบื่อความลับระหว่างเราสองคน..."
เธอตัดบทก่อนที่เขาจะพูดจบ "เจ็บปวดหรือคะ แล้วคุณเคยคิดถึงความรู้สึกของฉันบ้างไหมเมื่อคุณเห็นบันทึกเล่มนั้น ฉันเองก็เจ็บปวด ที่ฉันไม่บอกคุณเพราะฉันไม่ต้องการจดจำสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นช่วงชีวิตที่เลวร้ายที่สุด และฉันไม่ต้องการที่จะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก"

อุ่นหัวใจด้วยไอรัก
โมชิ มิกิ เขียน
นภสิริ เวชศาสตร์ แปล
สำนักพิมพ์ J Book
นวนิยายญี่ปุ่นหน้าปกสีส้มแสบตาเล่มนี้ เป็นเรื่องที่เพื่อนอ่านจบแล้วใจดีส่งมาให้ เหตุผลเพราะว่าเรื่องมันน่ารักดี แม้ในวัยอย่างเราๆ นี้จะก้าวพ้น "เด็กผู้หญิงช่างฝัน" มาแล้วก็เถอะ
นอกจากจะชอบเล่มนี้ เพราะไม่ต้องเสียเงินซึ้อเองแล้ว :) ยังชอบในวิธีการเล่าเรื่องอย่างง่ายๆ ไม่ใช้คำประดิษฐ์มากนัก เลยทำให้เหมือนกำลังนั่งฟังเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความฝันเป็นของตัวเอง และก็ฝันจะมีความรักเป็นของตัวเอง
เวลาอ่านเรื่องของนักเขียนญี่ปุ่น ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออย่างไร ที่เกือบทุกเล่มมักสัมผัสได้ถึงความเงียบเหงาเดียวดายในชีวิต ในเมืองที่เจริญทางวัตถุขนาดนั้น แต่บ่อยครั้งกลับมีความรู้สึกคล้ายถูกทิ้งให้อยู่บนโลกกว้างเพียงลำพัง ไม่ว่าตัวละครตัวนั้นจะเป็นเด็กวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่วัยกลางคนก็ตาม
"พอโตเป็นผู้ใหญ่ ไหนจะต้องแต่งหน้า ใส่รองเท้าส้นสูง ต้องหาอาหารเสริมมากินกันหน้าเหี่ยวหน้าย่น อะไรต่อมิอะไรก็เริ่มคล้อยยาน จะไม่ใส่ชั้นในแบบยกกระชับก็ไม่ได้ เป็นตายยังไงก็ต้องกำจัดขนถาวร ถึงขั้นกู้เงินมาก็มี ผู้หญิงเราก็เปรียบเหมือนกับนักแสดง ให้ใครเห็นเบื้องหลังเวทีไม่ได้หรอก นอกจากต้องพยายามอย่างหนักอยู่หลังเวทีแล้ว ยังต้องห้ามให้ใครรู้ด้วยว่าเรากำลังพยายามขนาดไหน ต้องบอกตัวเองเสมอว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าการเป็นผู้ใหญ่คืออะไรกันแน่ หรือมันคือการรักใครสักคนแต่ไม่อาจแสดงออกได้อย่างเปิดเผยว่าทุ่มเทให้เขาแค่ไหน"

ปีกนางฟ้า
โยชิโมโต บานานา เขียน
นภสิริ เวชศาสตร์ แปล
สำนักพิมพ์ J Book
โฮตารุ มีชีวิตในฐานะ "ผู้หญิงคนที่สอง" ของผู้ชายที่เป็นช่างภาพคนนั้นมาถึงแปดปีเต็ม จนวันหนึ่งภรรยาของเขารู้เรื่องนี้ และเขาต้องเลือก ชีวิตที่เคยสุขใจและมีความหมายดีของโฮตารุในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวจึงเป็นอันต้องถูกปล่อยคว้าง เพราะคนที่เขาเลือก...ไม่ใช่เธอ
เสน่ห์ของ โยชิโมโต บานานา คือการใช้คำบรรยายได้อย่างเรียบง่ายแต่ลุ่มลึก คือถ้าจะหาสิ่งใหม่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับสมองในเรื่องเขียนของผู้หญิงคนนี้ ก็แนะนำให้ไปอ่านเรื่องของนักเขียนคนอื่นจะดีกว่า แต่ถ้าชอบความเรียบเรื่อย และสามารถใจละลายกับแง่มุมเล็กๆ ที่ซุกซ่อนระหว่างบรรทัดละก็ ...หยิบขึ้นมาถูกเล่มแล้ว เพราะในนิยายทุกเล่มของบานานาเท่าที่เคยอ่านมา ล้วนมีแต่สิ่งเก่าของความเป็นมนุษย์ เน้นเสนอแง่มุมความรู้สึกมากกว่าความรู้ การค้นพบงานเขียนท่วงทำนองเช่นนี้สำหรับเรา ถือเป็นเรื่องมีความหมายและได้โอกาสเติมถังน้ำมันแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง
ส่วนเหตุผลที่บานานาใช้นามปากกาว่า บานานา นั้น
เป็นเพราะเธอชอบ "ดอกกล้วย"
"ดูแลโลกของตัวเองไว้ให้ดี
แม้มันจะพังไปสักกี่ครั้ง ก็ขอให้ซ่อมขึ้นมาใหม่"
it's in the rain
enya