39 weeks
ตัวเล็ก...ที่รัก
ตอนนี้แม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นไม่ต่างกับผลไม้งอมๆ ที่พร้อมจะปลิดหล่นจากต้นได้ตลอดเวลา ถ้าว่ากันตามเซ้นท์ แม่คงใกล้จะคลอดเต็มทีแล้ว (ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น) แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นวันไหน ซ้ำไปหมอทุกครั้ง หมอก็ทักเหมือนๆ เดิมว่าดูท่าทางลูกจะตัวใหญ่นะ ขนาดวันนี้คุณหมอพิศมัยไม่อยู่ ไปราชการต่างประเทศ จะกลับวันอาทิตย์ แล้วมีคุณหมอมาตรวจแม่แทน (เป็นผู้ชาย) เขาก็ยังบอกว่าลูกตัวโต คือเมื่อเทียบกับขนาดของตัวแม่แล้ว ลูกน่ะกินพื้นที่ร่างกายแม่ไปเยอะเลย ซึ่งแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เพราะตอนหก-เจ็ดเดือน ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองท้องเล็ก แต่พอพ้นเจ็ดเดือนมาเท่านั้น ตัวเล็กก็โตเอาๆ จนกระทั่งสัปดาห์ที่ 39 นี้ เวลาที่นั่งนอนนานๆ แม่ก็แทบจะลุกไม่ขึ้น เกิดอาการหนักหน้าแอ่นหลังจนเสียศูนย์
ระหว่างที่นั่งรอตรวจ มีผู้หญิงคนนึงเจ็บท้องจะมาคลอดด้วย แม่ถามเขาว่ากี่สัปดาห์แล้ว เขาบอกว่า 37 สัปดาห์ พ่อเองก็นั่งอยู่ข้างๆ แม่นั่นแหละ จึงได้ยินเหมือนกัน พ่อหันมาถามแม่เบาๆ ถึงอายุครรภ์ที่เป็นตัวเลขสัปดาห์ของแม่ ใช่แล้วลูก หนูน่ะ "39 สัปดาห์" แม่ตอบพ่อไปแบบนี้ แล้วก้มลงคุยกับตัวเล็กว่า "เห็นมั้ย!?! หนูเป็นพี่เขาอีก แต่น้องก็กำลังจะออกมาก่อนแล้ว" ...แม่อาจกังวลมากไป และมีความรู้สึกอยากเจอหน้าลูกเร็วๆ มากไป ซึ่งแม่ก็ต้องบอกตัวเองใหม่แล้วว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครบังคับใครได้ แม่ควรทำใจสบายๆ แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติ ถ้าตัวเล็กยังชอบที่อยู่ในท้องของแม่ไปแบบนี้ และยังอยู่ในความดูแลของคุณหมอทุกอาทิตย์แบบนี้ ตัวเล็กย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรม เพราะหนูเป็นลูกแม่ และแม่ก็เป็นแม่ของหนู จะช้าหรือเร็ว...ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความจริงสิ่งนี้ไปได้
ตัวเล็กครับ แม่มีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของเราที่แม่ได้ยินได้ฟังมาจากห้องตรวจออกมาเล่าให้พ่อฟังด้วย คือในขณะที่คุณหมอผู้ชายกำลัง Advice อาการใกล้คลอดที่แม่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันทีแม้จะเป็นตีหนึ่งตีสองก็ตาม ก็มีคุณหมอผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาปรึกษากับคุณหมอผู้ชายคนนี้ว่ามีคนไข้ (หมายถึงคนท้อง) อีกคน อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ มีนัดตรวจทุกอาทิตย์ แล้วอาทิตย์นี้น้ำหนักเขาลดจากเดิมไป .3 (3ขีด) ควรจะต้องให้ตรวจ NST ไหม? (NST คือการตรวจความปกติของทารกในครรภ์ อย่างที่แม่เคยตรวจไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วนั่นล่ะ) --คุณหมอผู้ชายบอกว่าจริงๆ แล้วถ้าน้ำหนักลดในระดับจุด ก็อาจเป็นได้ว่าน้ำหนักของน้ำน้อยลง แต่สรุปก็ควรให้ทำ NST ไว้ก่อน คุณหมอผู้หญิงพยักหน้า ก่อนจะพูดคำที่ทำให้แม่อึ้งๆ "แต่คนไข้เขาบอกว่าเขาไม่มีเงิน"
พอแม่เล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง ระหว่างที่เราเดินออกยังไปยังที่จอดรถด้วยกัน พ่อก็รู้สึกไม่ต่างจากแม่ และเมื่อพ่อถามแม่ว่าค่าทำ NST นี่มันเท่าไหร่
"200 บาท"
พ่อก็ถึงกับเศร้า และพูดคำที่แม่เองก็ไม่ทันได้คิดถึง "เราน่าจะจ่ายให้เขา"
นับแต่เดือนแรกๆ ที่แม่ไปฝากครรภ์ พ่อก็ไปด้วยกันตลอด นอกจากเราจะเห็นชีวิตที่ค่อยเป็นค่อยไปของเราเองแล้ว เรายังได้เห็นชีวิตที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นช้าลงของคนอื่น เรารู้...เราเข้าใจถึงหัวอกของการเป็นพ่อเป็นแม่ ยิ่งเรากับเขาได้ยืนอยู่ในจุดใกล้เคียงกัน ณ ตรงนั้น และในความที่ใกล้เคียงกันนี้เอง ที่ทำให้เห็นความแตกต่างจากความมีไม่เท่ากันของแต่ละคนในหลายๆ เรื่องอย่างชัดเจน หลายครั้ง...ที่เราพูดว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ "ไม่มี" แต่การไม่มีของเรา ก็ยังไม่หนักหนาถึงขั้นเท่ากับการไม่มีของคนบางคน ...ใช่ แม่รู้สึกแย่ที่คนบางคนก็ไม่มีแม้กระทั่งเงินสองร้อย แต่นี่ก็คือความเป็นจริงของชีวิตหลายชีวิต พ่อกับแม่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ตัวเล็กก็ควรจะรับรู้ว่าชีวิตลูกนั้นไม่ได้ขาดจนเกินไป ดังนั้นเมื่อลูกโตขึ้นและมีเรี่ยวแรงพอจะช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็อย่าลังเลที่จะทำ ทำดีที่ไม่ต้องหวังให้ได้ดี แต่ทำดีเพราะเราไม่บังอาจนิ่งดูดาย
พ่อ...เป็นคนที่จิตใจดีอย่างนี้มาเสมอ
เขาไม่ได้แค่ดีกับแม่ แต่ยังดีกับคนอื่นๆ
และแม่ก็เชื่อเหลือเกินว่าสิ่งนี้เองที่จะเป็นพันธุกรรมส่งต่อไปถึงลูก
"จิตใจที่ดี" จากพ่อ...ถึงลูกชาย
ส่วนนิสัยทางพันธุกรรมที่ตัวเล็กจะได้ไปจากแม่นั้น
สงสัยจะเป็น "ความเอาแต่ใจตัวเอง"
:)
...แม่

imagine
eva cassidy
ตัวเล็ก...ที่รัก
ตอนนี้แม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นไม่ต่างกับผลไม้งอมๆ ที่พร้อมจะปลิดหล่นจากต้นได้ตลอดเวลา ถ้าว่ากันตามเซ้นท์ แม่คงใกล้จะคลอดเต็มทีแล้ว (ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น) แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นวันไหน ซ้ำไปหมอทุกครั้ง หมอก็ทักเหมือนๆ เดิมว่าดูท่าทางลูกจะตัวใหญ่นะ ขนาดวันนี้คุณหมอพิศมัยไม่อยู่ ไปราชการต่างประเทศ จะกลับวันอาทิตย์ แล้วมีคุณหมอมาตรวจแม่แทน (เป็นผู้ชาย) เขาก็ยังบอกว่าลูกตัวโต คือเมื่อเทียบกับขนาดของตัวแม่แล้ว ลูกน่ะกินพื้นที่ร่างกายแม่ไปเยอะเลย ซึ่งแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เพราะตอนหก-เจ็ดเดือน ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองท้องเล็ก แต่พอพ้นเจ็ดเดือนมาเท่านั้น ตัวเล็กก็โตเอาๆ จนกระทั่งสัปดาห์ที่ 39 นี้ เวลาที่นั่งนอนนานๆ แม่ก็แทบจะลุกไม่ขึ้น เกิดอาการหนักหน้าแอ่นหลังจนเสียศูนย์
ระหว่างที่นั่งรอตรวจ มีผู้หญิงคนนึงเจ็บท้องจะมาคลอดด้วย แม่ถามเขาว่ากี่สัปดาห์แล้ว เขาบอกว่า 37 สัปดาห์ พ่อเองก็นั่งอยู่ข้างๆ แม่นั่นแหละ จึงได้ยินเหมือนกัน พ่อหันมาถามแม่เบาๆ ถึงอายุครรภ์ที่เป็นตัวเลขสัปดาห์ของแม่ ใช่แล้วลูก หนูน่ะ "39 สัปดาห์" แม่ตอบพ่อไปแบบนี้ แล้วก้มลงคุยกับตัวเล็กว่า "เห็นมั้ย!?! หนูเป็นพี่เขาอีก แต่น้องก็กำลังจะออกมาก่อนแล้ว" ...แม่อาจกังวลมากไป และมีความรู้สึกอยากเจอหน้าลูกเร็วๆ มากไป ซึ่งแม่ก็ต้องบอกตัวเองใหม่แล้วว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครบังคับใครได้ แม่ควรทำใจสบายๆ แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติ ถ้าตัวเล็กยังชอบที่อยู่ในท้องของแม่ไปแบบนี้ และยังอยู่ในความดูแลของคุณหมอทุกอาทิตย์แบบนี้ ตัวเล็กย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรม เพราะหนูเป็นลูกแม่ และแม่ก็เป็นแม่ของหนู จะช้าหรือเร็ว...ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความจริงสิ่งนี้ไปได้
ตัวเล็กครับ แม่มีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของเราที่แม่ได้ยินได้ฟังมาจากห้องตรวจออกมาเล่าให้พ่อฟังด้วย คือในขณะที่คุณหมอผู้ชายกำลัง Advice อาการใกล้คลอดที่แม่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันทีแม้จะเป็นตีหนึ่งตีสองก็ตาม ก็มีคุณหมอผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาปรึกษากับคุณหมอผู้ชายคนนี้ว่ามีคนไข้ (หมายถึงคนท้อง) อีกคน อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ มีนัดตรวจทุกอาทิตย์ แล้วอาทิตย์นี้น้ำหนักเขาลดจากเดิมไป .3 (3ขีด) ควรจะต้องให้ตรวจ NST ไหม? (NST คือการตรวจความปกติของทารกในครรภ์ อย่างที่แม่เคยตรวจไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วนั่นล่ะ) --คุณหมอผู้ชายบอกว่าจริงๆ แล้วถ้าน้ำหนักลดในระดับจุด ก็อาจเป็นได้ว่าน้ำหนักของน้ำน้อยลง แต่สรุปก็ควรให้ทำ NST ไว้ก่อน คุณหมอผู้หญิงพยักหน้า ก่อนจะพูดคำที่ทำให้แม่อึ้งๆ "แต่คนไข้เขาบอกว่าเขาไม่มีเงิน"
พอแม่เล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง ระหว่างที่เราเดินออกยังไปยังที่จอดรถด้วยกัน พ่อก็รู้สึกไม่ต่างจากแม่ และเมื่อพ่อถามแม่ว่าค่าทำ NST นี่มันเท่าไหร่
"200 บาท"
พ่อก็ถึงกับเศร้า และพูดคำที่แม่เองก็ไม่ทันได้คิดถึง "เราน่าจะจ่ายให้เขา"
นับแต่เดือนแรกๆ ที่แม่ไปฝากครรภ์ พ่อก็ไปด้วยกันตลอด นอกจากเราจะเห็นชีวิตที่ค่อยเป็นค่อยไปของเราเองแล้ว เรายังได้เห็นชีวิตที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นช้าลงของคนอื่น เรารู้...เราเข้าใจถึงหัวอกของการเป็นพ่อเป็นแม่ ยิ่งเรากับเขาได้ยืนอยู่ในจุดใกล้เคียงกัน ณ ตรงนั้น และในความที่ใกล้เคียงกันนี้เอง ที่ทำให้เห็นความแตกต่างจากความมีไม่เท่ากันของแต่ละคนในหลายๆ เรื่องอย่างชัดเจน หลายครั้ง...ที่เราพูดว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ "ไม่มี" แต่การไม่มีของเรา ก็ยังไม่หนักหนาถึงขั้นเท่ากับการไม่มีของคนบางคน ...ใช่ แม่รู้สึกแย่ที่คนบางคนก็ไม่มีแม้กระทั่งเงินสองร้อย แต่นี่ก็คือความเป็นจริงของชีวิตหลายชีวิต พ่อกับแม่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ตัวเล็กก็ควรจะรับรู้ว่าชีวิตลูกนั้นไม่ได้ขาดจนเกินไป ดังนั้นเมื่อลูกโตขึ้นและมีเรี่ยวแรงพอจะช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็อย่าลังเลที่จะทำ ทำดีที่ไม่ต้องหวังให้ได้ดี แต่ทำดีเพราะเราไม่บังอาจนิ่งดูดาย
พ่อ...เป็นคนที่จิตใจดีอย่างนี้มาเสมอ
เขาไม่ได้แค่ดีกับแม่ แต่ยังดีกับคนอื่นๆ
และแม่ก็เชื่อเหลือเกินว่าสิ่งนี้เองที่จะเป็นพันธุกรรมส่งต่อไปถึงลูก
"จิตใจที่ดี" จากพ่อ...ถึงลูกชาย
ส่วนนิสัยทางพันธุกรรมที่ตัวเล็กจะได้ไปจากแม่นั้น
สงสัยจะเป็น "ความเอาแต่ใจตัวเอง"
:)
...แม่

imagine
eva cassidy
