2010/May/05


จากคนที่ห่างเหินโรงพยาบาลมานาน พอต้องฝากครรภ์ ก็กลายเป็นสนิท เพราะต้องเข้าออกอยู่ตลอด อย่างน้อยก็ต้องไปตรวจครรภ์เดือนละหนึ่งครั้ง และคุณหมอจะนัดถี่ขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น คู่ของเราฉันก็คงเป็นเหมือนคู่แต่งงานส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ตรวจเลือดกันก่อนจะอยู่ร่วม แต่ก็รู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า "ผู้ชายคนเดิม" ที่กำลังจะรับบทพ่อไปตลอดชีวิตของเขานั้น มีเชื้อทาลัสซีเมียแฝงอยู่ คุณหมอที่รับฝากครรภ์ส่งเราสองคนไปปรึกษากับคลินิคทาลัสซีเมียโดยตรง
ในกรณีที่แม่ปกติ ไม่มีโรคประจำตัว แต่พ่อมีเชื้อแฝง
เปอร์เซ็นต์ที่ลูกจะเป็นโรคเลยนั้น เท่ากับศูนย์ คือยังไงลูกก็จะไม่เป็นมากกว่าพ่อ คุณหมอสรุปแบบชัดๆ ว่าลูกในท้องมีสิทธิ์จะเป็นเหมือนพ่อ 50% แต่หากโชคดีอีก 50% เขาก็มีก็สิทธิ์ที่จะแข็งแรงเต็มร้อยแบบแม่ ดังนั้นเรื่องนี้ จึงไม่มีปัญหา จะเหลือก็แต่ประวัติย้อนหลังที่ว่าคุณยายฉันเคยเป็นเบาหวาน 
กว่าจะเวลาจะครบ 9 เดือน ฉันถูกเจาะเลือดเพื่อเช็กนั่นเช็กนี่หลายครั้ง เนื่องจากมีความเสี่ยงอื่นๆ ผ่านเข้ามาเป็นระยะ  เช่นน้ำตาลขึ้นสูงจนเกือบจะเข้าสู่ภาวะเบาหวาน จนจากที่แต่แรกกลัวเข็มมาก ต้องมีใครสักคนมายืนอยู่ใกล้ๆ บีบอีกมือที่ว่างไว้ตลอด แต่พอเจ็บซ้ำๆ เข้า มันก็ชินไปเอง

ฉันเชื่อว่าผู้หญิงท้องทุกคน...ผ่านอะไรหลายๆ อย่างมาคล้ายๆ กัน และเราต่างค้นพบความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ข้างใน เราค่อยๆ เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงพูดกันว่า "เมื่อผ่านการคลอดลูก(คนแรก) ไปแล้ว ชีวิตก็มีเรื่องให้ต้องกลัวน้อยลง" 

สำหรับฉัน อีกข้อที่ทำให้ฉันค่อยๆ เลิกกลัวกับสิ่งต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น 
ก็คือเวลาไปตรวจครรภ์ เมื่อคุณหมอกับคุณพยาบาลจะให้เราทำอะไร เช่น เปลี่ยนใส่ผ้าถุง ขึ้นไปนอนบนเตียง เขาจะไม่เรียกชื่อ แต่จะเรียกว่า "คุณแม่ มานอนตรงนี้ เดี๋ยวหมอขอดูท้องหน่อย" หรือเวลาเรียกผู้ชายคนเดิมเพื่อให้ความร่วมมือบางอย่าง เขาก็จะเรียก "คุณพ่อ..."

กับผู้หญิงกับผู้ชาย ที่ยังไม่ได้เตรียมใจไปลึกถึงขนาดนั้น เราสองคนยังเขินซะด้วยซ้ำที่ต้องคุยกับลูกในท้อง เรื่องจะให้เรียกแทนตัวว่าแม่หรือพ่อจึงยังไม่เคย ดังนั้นเมื่อมาได้ยินคนอื่นเรียกสถานะซะชัดเจนขนาดนี้ จึงเกิดอาการ "ตื้อ" ขึ้นมา

เรามาโรงพยาบาลทุกครั้ง ในฐานะที่เราเป็นพ่อแม่คน ถึงจะต้องเจ็บตัว นั่งรอตรวจนานเป็นเวลานาน แต่ทุกอย่างก็เป็นไปเพื่อลูก ...เพื่อคนที่เรายังไม่เห็นหน้า แต่ก็รักเขาได้อย่างเต็มใจซะแล้ว




ป.ล. "สองปีที่มีเธอ" คือต้นฉบับที่ตั้งใจเขียนเก็บไว้เรื่อยๆ เพื่อพิมพ์เป็นหนังสือให้ลูก (ปัจจุบัน "นนท์" อายุ 2 ขวบเต็มแล้ว) ซึ่งถ้าต้นฉบับเหล่านี้ได้พิมพ์เป็นหนังสือจริง ก็หวังว่ามันจะเป็นหนังสืออีกเล่มที่จะทำให้ใครบางคน หรือหลายคน ที่ได้อ่าน ได้รู้สึกชัดขึ้นมาอีกครั้งว่า ที่พ่อแม่เลี้ยงเรามาจนโตป่านนี้น่ะ ไม่ง่ายนะ และพ่อแม่ก็รักเรามากกว่าใครในโลกนี้จริงๆ  

Comment

Comment:

Tweet


Hot! รออ่าน double wink
ดีจัยด้วยค่ะ ขอให้เค้าแข็งแรงนะค่ะ
เอาใจช่วย ค่ะ ว่าที่คุณแม่big smile
#2 by nickpan At 2010-05-05 17:23,
ดีใจด้วยนะค่ะ

ขอให้เจ้าตัวเล้กแข็งแรงๆนะค่ะ ^^
#1 by ทะเลน้ำขุ่น At 2010-05-05 17:20,