2010/May/05


ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน หรือเพราะขนาดของร่างกายที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือจะเป็นทั้งสองอย่างรวมกัน แต่ที่มันส่งผลแน่ๆ คือฉันอ่อนไหวมากขึ้น ต้องการดูแลจิตใจมากเป็นพิเศษ แม้จะไม่ใช่ตลอดเวลา และหลายครั้งสามารถเย็นลงด้วยตัวเองได้ เพียงแค่นึกถึงอีกชีวิตที่อยู่ในท้อง

เรื่องทะเลาะเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเราวนกลับมาอีกอย่างเลี่ยงไม่ได้ (ฉันคิดว่าไม่ได้นะ) แต่ไม่ใช่การทะเลาะในเรื่องความเป็นตัวเอง หรือการล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวเหมือนแล้วๆ มาอีกแล้ว แต่จะเป็นในแบบน้อยใจ ที่อีกคนไม่ได้ดูแลเราอย่างที่เราอยากให้ดูแล เมื่อมองเผื่อไปยังชีวิตคนอื่นด้วย คงมีการทะเลาะมากมายที่เริ่มต้นจากการคาดหวัง โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ ที่เหมือนเราตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่าเขาต้องให้มาเท่านั้น ต้องตามใจเราเท่านี้ กระทั่งเวลาเราเศร้าอย่างอธิบายถึงที่มาไม่ได้ เขาก็ต้องพร้อมอยู่ข้างๆ อย่างไร้ความสงสัย เราคาดหวังให้เขาเป็นคนที่มีสายตาทิพย์อ่านความรู้สึกของเราได้ทะลุประโปร่งโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรสักคำ แต่ความเป็นจริง...ไม่มีใครทำได้อย่างนั้น 

การพบหมอตามนัด เป็นไปตามปกติทุกเดือน นั่งรอตรวจเป็นชั่วโมง บางครั้งก็เกิน เพื่อจะได้ตรวจห้านาทีสิบนาที พ่อแม่มือใหม่บางคนอาจไม่เข้าใจ ยิ่งเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนแรก ในขณะที่เรามีความกังวลนับร้อยนับพันที่ตั้งใจจะมานั่งคุยกับหมอให้สบายใจ แต่กลับโดนตัดบทสรุปผลตรวจแบบสั้นๆ แม้จะไม่ได้โดนห้ามเรื่องคำถาม แต่พอเอาเข้าจริงก็ลืมเกือบหมดเมื่อไปนั่งอยู่ตรงนั้น จริงอยู่ว่าอาจจะไม่ใช่หมอทุกคนที่เป็นแบบนี้ แต่คุณหมอที่ฉันเจอนั้นเป็นแบบนี้ การเข้าพบทุกครั้งจึงแทบไม่มีประทับใจ(สำหรับฉัน)  จนฉันแอบคิดว่านี่หมอทำงานบนความเคยชินทุกวันเลยหรือไง อยู่กับความเจ็บความตายมาซะจนไม่รู้สึกยินดีกับ "ชีวิตใหม่" ใดๆ อีกแล้ว แต่ในวันที่ฉันเริ่มมีความคิดจะเปลี่ยนหมอ อย่างน้อยฉันก็อยากได้หมอที่คุยนอกเรื่องเก่งกว่านี้ วันนั้นฉันจึงเริ่มถามนั่นถามนี่มากกว่าทุกครั้ง ในเมื่อหมอไม่เคยพูดก่อนถึงอะไรต่างๆ นานาที่ "คุณแม่คนใหม่" ควรจะเตรียมตัว แล้วมันคงมีคำบางคำที่แสดงถึงความคิดลึกๆ ของฉันมากไป คุณหมอจึงพูดกลับมาว่า "ถ้ามีความเสี่ยงอะไร หมอก็ต้องบอกอยู่แล้ว หมอตรวจเท่าที่ควรจะตรวจ การท้องน่ะมันเป็นเรื่องธรรมชาตินะ ใช้ชีวิตไปตามปกติ กินให้ปกติ นอนให้ปกติ คนท้องไม่ใช่คนป่วย"

จบ! แม่ที่อ่อนไหวอย่างฉัน โดนตลบความคิดที่ฟุ้งซ่านให้เข้าที่ด้วยคำเพียงไม่กี่คำ ฉันไม่ได้เปลี่ยนไปฝากครรภ์กับคุณหมอคนอื่นตลอดการตั้งครรภ์ 39 สัปดาห์ ซ้ำหลังจากวันนั้น ฉันยังคาดหวังความเอาอกเอาใจจากคนใกล้ตัวที่สุดและคนอื่นรอบๆ ตัวน้อยลง สิทธิพิเศษอะไรต่างๆ หากจะมีมาถึงคนท้องโตๆ บ้าง ก็ถือเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าไม่มี...ก็ธรรมดา ก็ฉันกำลังตั้งท้องนี่นา ไม่ได้กำลังป่วยซะหน่อย

เรายังเดินทางไปต่างจังหวัดตามที่มีโอกาสผ่านมาอยู่เสมอๆ ตามข้อระวังที่อ่านจากหนังสือ ถ้าพ้นช่วง 3 เดือนแรกไปแล้ว ตัวอ่อนในครรภ์ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้น  และธรรมชาติก็มีถุงน้ำคล่ำป้องกันลูกของเราไว้เป็นอย่างดี หากท้องอย่างเป็นธรรมชาติก็จะมีธรรมชาติในการช่วยประคับประคอง สิ่งที่จะเป็นอันตรายก็คืออุบัติเหตุแรงๆ เท่านั้น แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุแรงๆ ต่อให้เราไม่ได้ท้อง เราก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว  ในทุกๆ สถานการณ์ ฉันมองว่าไม่มีอะไรตายตัว ข้อปฏิบัติของผู้หญิงตั้งครรภ์ที่มีอยู่ในหนังสือหลายสิบเล่มที่สามารถหาซื้อมาอ่านได้นั้น ทุกข้อล้วนเป็นคำแนะนำที่ดี แต่สุดท้ายแล้ว "แม่" ทุกคนมีวิจารณญาณส่วนตัว  เรายังสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปเพื่อตัวเองได้ ยิ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข และไม่ต้องคำนึงถึง "ชีวิตที่ไม่มีวันจะกลับมาเหมือนเดิม" ให้มากนัก เพราะอย่างนี้ ในวันเกิดครบ 27 ปีของฉัน ขณะตั้งท้องได้ 5 เดือน เราสองคนจึงหลบผู้คนไปนั่งดินเนอร์กันที่ร้านอาหาร กินข้าว ฟังเพลง และเขียนการ์ดแลกกัน และอีกไม่กี่วันถัดมา เราก็ไปเคาน์ดาวน์ปีใหม่กันที่กาญจนบุรี ไปกับแบบครอบครัวใหญ่ๆ กันเลยทีเดียว







งาน Artlane ครั้งที่ 5
ผู้หญิงท้องโตอย่างฉัน ก็ยังมีจิตใจนั่งทำโปสต์การ์ดกับหนังสือทำมือไปนั่งขาย






งานนิทรรศการภาพถ่าย
ที่ผู้ชายคนเดิมเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย





พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเล่าให้ลูกฟังว่าชีวิตก่อนที่จะมีลูกนั้น เราใช้มันมายังไง
แต่ช่วงแรก ลูกก็ยังเด็กเกินไปที่จะรับฟัง
โตขึ้นมาหน่อย ลูกก็จะเริ่มอยากฟังเรื่องของเพื่อนมากกว่า
เข้ามหาวิทยาลัยปุ๊ป ลูกก็ฟังเสียง "คนรัก" ของเขาเป็นหลัก
เรื่องของ "พ่อแม่" สำหรับบางครอบครัว กว่าจะถูกหยิบขึ้นมาเล่าสืบทอดต่อ ก็อาจจะยาวนานไปถึงวันที่ลูกก็กำลังจะเป็นพ่อแม่คน



ป.ล. "สองปีที่มีเธอ" คือต้นฉบับที่ตั้งใจเขียนเก็บไว้เรื่อยๆ เพื่อพิมพ์เป็นหนังสือให้ลูก (ปัจจุบัน "นนท์" อายุ 2 ขวบเต็ม) ซึ่งถ้าต้นฉบับเหล่านี้ได้พิมพ์เป็นหนังสือจริง ก็หวังว่ามันจะเป็นหนังสืออีกเล่มที่จะทำให้ใครบางคน หรือหลายคน ที่มีโอกาสได้อ่าน ได้รู้สึกชัดขึ้นมาอีกครั้งถึง "ความรัก" ที่พ่อแม่มีต่อเรา

Comment

Comment:

Tweet


เขียนอีกเรื่อยๆ จะตามเข้ามาอ่าน
หากรวมเล่มวันไหน รบกวนบอกด้วยนะคะ
อยากเป็นเจ้าของ &เก็บรักษาหนังสือเอ่อล้นด้วยความรักแบบนี้คะ

#2 by ไก่เขี่ย At 2010-05-07 10:14,
ของขวัญพิเศษสินะครับ big smile
#1 by ขอบฟ้า At 2010-05-07 09:52,